News and Events

N’ต้อม

March 9, 2016

เหตุผลหลักที่ผมสนใจเลือกเรียนที่นี่ คือ ตัวหลักสูตรที่ผมสนใจศึกษา สอดคล้องกับความต้องการและตรงกับที่เราสนใจมากที่สุด ซึ่งบางมหาวิทยาลัย แม้อาจจะมีชื่อเสียงมากกว่า แต่งานวิจัยอาจจะไม่โดนใจเราก็ได้ อีกทั้งเป็นด้านวิทยาศาสตร์ด้วย จึงต้องมองที่งานวิจัยเป็นหลัก ว่ามหาวิทยาลัยที่เราสนใจ เช่น University of Liverpool เนี่ย มีงานวิจัยที่ตรงกับที่เราชอบหรือเปล่า

ระบบการเรียนการสอนที่ University of Liverpool มีระบบที่จะช่วยทบทวนสำหรับผู้ที่เรียนในห้องเรียนแล้วอาจจะยังไม่เข้าใจหรือว่าต้องการทบทวนบทเรียนที่เรียนPicture1ไปแล้ว โดยระบบจะบันทึกเป็นสไลด์ที่เรียน รวมถึงเสียงของอาจารย์ผู้สอนลงไปในระบบที่เรียกว่า “Blackboard learn” กล่าวง่ายคือๆ เป็นระบบออนไลน์ที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของเราตลอดหลักสูตร อีกทั้งระบบนี้ยังมีหนังสืออ่านเพิ่มเติม รวมถึงข้อสอบเก่าๆ ในวิชานั้นๆ ที่เราลงทะเบียนได้ฝึกทำก่อนสอบด้วย มหาวิทยาลัยยังมีสถาบันภาษาอังกฤษ (English Language Centre) สำหรับคอยให้คำปรึกษา หรือคำแนะนำในการปรับตัว และพัฒนาทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ในระหว่างหลักสูตรที่เรียน จนจบการศึกษา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ (in-sessional English program) ส่วนเหตุผลอื่นๆ (เหตุผลส่วนตัว) มหาวิทยาลัยนี้มีประวัติศาสตร์มายาวนาน มีนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลหลายคนทั้งทางด้านการแพทย์และเคมี ที่เคยเป็นอาจารย์และคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ ณ ที่แห่งนี่ ในอดีต

ชีวิตการเรียนและใช้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง?

  • การเรียนการสอนของที่นี้ (ระบบอังกฤษ) โดยส่วนใหญ่ที่เห็นได้ชัดคือ ระบบการตัดเกรดจะต่างจากที่ไทย โดยที่ไทยจะนิยมใช้เป็นเกรด A, B+ B, C, C+, etc. รวมถึงเกรดแบบตัวเลขจาก 4.00 เป็นต้น แต่ระบบอังกฤษจะวัดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ แล้วใช้เปอร์เซ็นบอกช่วงระดับของเรา เช่น <50% –> Fail หรือ > 70% —> 1st class

ต้องมีการปรับตัวอย่างไรบ้าง?

  • ส่วนเรื่องของงานหรือการบ้าน โดยส่วนตัวคิดว่ามันก็ไม่ได้หนักหรือยากเกินไป อย่างที่หลายคนคิด แต่มันเป็นเรื่องปกติของหลักสูตรอยู่แล้ว ที่เรียนปริญญาโทภายในปีเดียว ดังนั้นเนื้อหาและการบ้านก็จะค่อนข้างอัดแน่นหน่อย แต่ถ้าบริหารเวลาดีๆ มันก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะว่าอาจารย์ผู้สอน เค้าคงมองแล้วว่า เวลาประมาณนี้ ควรให้การบ้านประมาณไหน กำหนดส่งวันไหนที่ไม่ช้า ไม่เร็วเกินไป เทคนิคง่ายๆ คือ ทำตามพวกคนอังกฤษเลย คือเข้าไปคุยเลยว่า เขาจัดสรรเวลาอย่างไรบ้าง บริหารเวลาอย่างไร แล้วเราก็เอามาประยุกต์กับเรา แต่เราอาจจะต้องเพิ่มเวลาในการทำการบ้านมากกว่าพวกนั้นหน่อย เพราะว่าเราไม่ใช่เจ้าของภาษา ดังนั้นก็ต้องให้เวลาในการตรวจสอบงานของเรา ทั้งไวยกรณ์ รวมถึงความสอดคล้องกับคำสั่งของงาน เพราะทุกอย่างมันจะมีผลต่อคะแนนของเราในอนาคต

ลักษณะการเรียนการสอนของเค้าต่างจากบ้านเราอย่างไร?

  • สิ่งที่ได้เรียนรู้และปรับตัวอีกอย่างหนึ่งคือ การบริหารเวลาในการทำงานโดยพวกคนอังกฤษเวลางาน เขาคือทำงานจริงๆ ไม่ใช่ทำไป เล่นไปเหมือนเมืองไทย เช่น เวลางานของเขาคือ 09.00-17.00 ในช่วงเวลางานเขาก็จะทำงานเต็มที่ สนุกกับงาน แต่พอหลังเลิกงาน (17.00) ก็จะรีบกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว ไปพักผ่อนโดยไม่เอางานกับไปทำที่บ้านหรือพะวงกับเรื่องงาน เพราะเขาถือว่าวันนั้น เขาได้ทำงานเต็มที่แล้ว ส่วนเสาร์-อาทิตย์ ก็ไปเที่ยวหรือพักผ่อนอยู่บ้าน ทำกิจกรรมกับครอบครัว ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดี ในการไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเรา

ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆบ้าง?Picture2

  • เอกลักษณ์ที่สำคัญของการเรียนที่อังกฤษอีกอย่างหนึ่ง คือสำเนียงภาษาอังกฤษ จะมีหลากหลายมาก โดยเฉพาะโซนทางเหนือๆ เช่น Liverpool, Manchester หรือ Newcastle เป็นต้น ส่วนทางตอนใต้ๆ แถวลอนดอนหรือว่าใกล้ๆ กัน คิดว่าอาจจะมีบางแต่ฟังไม่ยากเท่าตอนบนๆ ดังนั้นการปรับตัวเรื่องของภาษาถิ่นก็มีส่วนสำคัญเหมือนกัน โดยอาจจะพยายามพูดคุยหรือเดินเที่ยวในตัวเมืองบ่อยๆ เพื่อให้คุ้นเคยในสำเนียง จะได้พอเดาได้หรือพอคุยได้ว่า เขาพูดอะไรกัน ดังนั้นจริงๆแล้ว การเรียนที่ไหน ไม่ใช่ปัญหา แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับคนในท้องถิ่น ดังสุภาษิตที่ว่าเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตามนั้นเอง

รู้สึกว่าได้พัฒนาทักษะอะไรบ้าง?

  • โดยภาพรวมของการเรียนที่นี่ นอกจากภาษาอังกฤษที่เราจะเริ่มได้มาเองอัตโนมัติเพราะใช้ทุกวันในชีวิตประจำวัน ก็จะเป็นเรื่องของการบริหารเวลา การวางแผนตารางานในแต่ละวัน รวมถึงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ว่าเขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อย่างไร

มีประสบการณ์-เรื่องราวดีๆ กับเพื่อนใหม่ หรือ การได้ไปเที่ยว-ผจญภัย อะไรบ้าง?

  • ต้องทำใจ รวมถึงทำความเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ในปัจจุบันที่ประเทศอังกฤษ แทบทุกเมือง ทุกมหาวิทยาลัย จะมีคนมาจากชาติหนึ่งเป็นจำนวนมาก นั้นก็คือ จีน นั้นเอง ดังนั้นเพื่อนคนแรกๆ ของเราในต่างแดน อาจจะไม่ใช่บริติช อย่างที่หลายคนคิด จะเป็นคนจีนนี่แหละ ที่เป็นเพื่อนชาวเอเชียด้วยกัน โดยเฉพาะบางหลักสูตรทางด้านสังคม เช่นพวก business and management
    ในชั้นเรียนก็จะมีคนจีนเกินครึ่ง ซึ่งก็ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่งว่า เราจะได้มีเพื่อนมาจากหลายๆ ประเทศ ไม่ใช่แค่ในตะวันตกอย่างเดียว จะได้สมกับคำว่า นานาชาติ ส่วนเรื่องการไปเที่ยว ส่วนใหญ่จะเน้นไปรับประทานอาหาร ตามร้านต่างๆ ในตัวเมืองหรือไม่ก็ในช่วงเสาร์-อาทิตย์อาจจะมีการทำอาหารในแต่ละชาติ แล้วมารับประทานด้วยกัน หรือถ้าเป็นช่วงวันหยุดยาว เช่นพวกคริสต์มาส หรือช่วงอีสเตอร์ ก็จะนัดเพื่อนไปเที่ยวในเมืองต่างๆ ที่เราสนใจ ไปตั้งแคมป์กัน ทำอาหารด้วยกัน ก็จะได้รู้จักเพื่อนๆ มากยิ่งขึ้น

เมืองที่อยู่เป็นอย่างไรบ้าง?

เมืองนี้มีข้อดีอะไรบ้าง มีสเน่ห์หรือแหล่งท่องเที่ยวอะไร ทำไมเมืองนี้ถึงเป็นเมืองที่น่ามาใช้ชีวิตในการศึกษาต่อ เคล็ดลับเล็กๆน้อยๆในการใช้ชีวิตในเมืองนี้Picture3
  • Liverpool เป็นเมืองที่มีเสน่ห์หลายๆ อย่าง โดยส่วนตัวไม่เคยมาเมืองนี้มาก่อน แต่พอได้มาใช้ชีวิตครั้งแรก ณ เมืองแห่งนี้ ก็ประทับใจแรกพบเลย เพราะตัวเมืองจะติดกับแม่น้ำเมอร์ซี่ (Mersey river) รวมไปถึงเมืองใกล้ๆ กันก็จะอยู่ติดทะเลด้วย
  • เมืองนี้มีภาษาถิ่นด้วย เรียกว่า สเกาส์ (Scouse/Merseyside English) สำเนียงจะค่อนข้างฟังยากหน่อย มาครั้งแรกนี่งงเลย คิดว่าไม่ใช่ภาษาอังกฤษ แต่ที่จริงมันคือภาษาอังกฤษนั้นแหละ แต่การออกเสียงบางคำจะเพี้ยนๆ ไปจากที่เราเคยได้ยิน
  • Liverpool เป็นเมืองที่มีขนาดกลางๆ ไม่ถือว่าใหญ่มาก เท่า Manchester, Birmingham หรือ London แต่ก็ไม่ได้มีขนาดเล็กมาก มีระบบขนส่งมวลชนที่ครบถ้วน ทั้งทางเรือ ทางรถไฟระหว่างเมือง รถไฟใต้ดินในตัวเมือง รสบัสประจำทาง รวมถึงยังมีสนามบินนานาชาติลิเวอร์พูลจอห์นเลนนอนด้วย (Liverpool John Lennon Airport)
  • ผู้คนที่นี่นิสัยดีมาก เป็นกันเองชอบชวนคุยหรือทักทายเวลาไปเดินในตัวเมืองหรือตามที่ท่องเที่ยวต่างๆ
  • แหล่งท่องเที่ยวก็จะมีพวกพิพิธภัณฑ์ เรือไททานิค มีย่านนักร้องในตำนานอย่าง The Beatles รวมไปถึงมีแหล่ง ช้อปปิ้งขนาดใหญ่ พวก outlets ที่เมืองใกล้ๆ กัน
  • มีทีมฟุตบอลขนาดใหญ่อย่าง หงส์แดงลิเวอร์พูล และทอฟฟี่สีน้ำเงิน เอฟเวอร์ตัน สำหรับคนที่เป็น FC ของสองทีมนี้ ไม่ควรพลาด
  • ค่าครองชีพ เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ถือว่าไม่สูงมาก โดยดูจากค่าหอพักต่างๆ แถวมหาวิทยาลัยและในตัวเมือง จะ ไม่สูงมากเท่ากับเมืองอื่นๆ รวมไปถึงมีหอพักให้เลือกหลากหลาย ตามสไตล์ของแต่ละคนด้วย
  • ความปลอดภัยในตัวเมือง รวมถึงตัวมหาวิทยาลัยค่อนข้างสูงมาก เพราะมีกล้อง cctv อยู่หลายๆจุด และมีตำรวจออกตรวจความเรียบร้อย อยู่บ่อยๆ
  • ที่ลิเวอร์พูลมีสมาคมนักเรียนไทยในลิเวอร์พูลด้วย (Liverpool-Thai Society) เป็นการรวมกลุ่มของนักเรียนไทยในลิเวอร์พูล ที่จะมีกิจกรรมให้ทำร่วมกันอยู่บ่อยๆ เช่นทำกับข้าวร่วมกัน หรือจัดงานเทศกาลอาหารไทยด้วยกัน ทำบุญกันในวันพระ รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น การใช้ชีวิต รวมถึงการแก้ปัญหาต่างๆ ของสมาชิกคนไทยในลิเวอร์พูล โดยจุดเด่นของสมาคมคนไทยในลิเวอร์พูลจะต่างจากเมืองอื่นๆตรงที่ มีคนไม่มากประมาณ 40-60 คนต่อปี ทำให้เป็นสมาคมที่อบอุ่น ทุกคนรู้จักกันหมด อยู่กันแบบครอบครัว แบบพี่น้อง เป็นกันเอง แต่บางเมืองอย่าง Manchester ก็มีสมาคมคนไทยเหมือนกัน แต่ขนาดสมาคมค่อนข้างใหญ่มาก มีสมาชิกเกือบ 200 คน ดังนั้นสมาชิกอาจจะไม่ได้รู้จักกันอย่างทั่วถึง ถ้าสนใจเพิ่มเติมหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสมาคมคนไทยในลิเวอร์พูลหรือการใช้ชีวิตในเมืองลิเวอร์พูล ติดตามได้ตามลิ้งนี้ครับ http://liverpoolthaisoc.wix.com/livth

อยากฝากอะไรสั้นๆถึงน้องๆรุ่นต่อไปบ้างค่ะ

  • อยากฝากถึงน้องๆ ที่สนใจมาเรียนที่อังกฤษ ก็ให้เลือกหลักสูตรตามที่เราสนใจ เมืองที่เราอย่างใช้ชีวิตและเรียนรู้วัฒนธรรมของคนพื้นเมือง สุดท้ายจริงๆ สำหรับน้องๆ คนไหนที่สนใจจะมาเรียนต่อที่ลิเวอร์พูล สิ่งหนึ่งที่น้องๆ จะได้รับแน่ๆ คือความอบอุ่นและมิตรภาพดีๆ ทั้งจากคนไทยด้วยกัน และคนท้องถิ่น (คนสเกาส์) ที่เป็นกันเอง ดังคำพูดติดปากที่ว่า

“You may leave Liverpool, but Liverpool never leaves you”

University tour @ Anfield Stadium

 

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามพี่ๆ IEC Abroad ได้เลยค่ะ หรือสามารถกรอกข้อมูลได้ที่นี่ Click 

Tel. 02-250-4585 – IEC Abroad Office

Tel. 099-245-3926 – P’Oh

Tel. 099-962-2069 – P’Dome

Tel. 095-752-4612 – P’End

Tel. 095-751-6462 – P’ Ar Miew

Line: iecabroad, iecabroad1, iecabroad2, iecabroad3, iecabroad4

Email: thailand@iecabroad.com