ไม่มี GMAT/GRE ก็เรียนโทอเมริกาได้

ไม่มี GMAT/GRE ก็สามารถไปเรียนปริญญาโท ที่อเมริกาได้ !

GMAT คืออะไร?

GMAT ย่อมาจาก Graduate Management Admission Test เป็นข้อสอบที่ผู้ที่จะไปเรียนต่อ MBA (Master of Business Administration) หรือปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจที่ต่างประเทศ ต้องสอบกันทุกคน (มหาวิทยาลัยในไทยจะใช้ข้อสอบต่างหาก เช่น CU-BEST ของจุฬาลงกรณ์) ถึงแม้จะเป็นแค่หนึ่งในส่วนประกอบของการสมัครเข้าเรียน MBA (นอกจากนี้ยังมี TOEFL/IELTS, resume, essay, recommendation letter ฯลฯ) แต่เหล่าผู้ที่ประสงค์จะเรียน MBA ก็ยอมรับโดยทั่วกันว่าอี GMAT นี่แหละ ‘หฤหรรษ์’ สุด

ข้อสอบของ GMAT มี 4 ส่วนหลัก 1.Quantitative 2.Verbal 3.Integrated Reasoning (IR) 4.Analytical Writing Assessment (AWA) โดยสองส่วนแรกจะสำคัญที่สุดเพราะเป็นตัวชี้วัดคะแนนรวม ส่วนสองส่วนหลังติดปลายนวมไปให้มหาลัยเค้าดูชิวๆว่า logic พอได้ไหม เขียนเป็นภาษาคนหรือเปล่า

1. Quantitative (75 นาที 37 ข้อ)

Section นี้อธิบายง่ายๆคือ สอบเลขจ้า เลขมอปลายด้วยนะ แบบใครเคยสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยมาแล้วต้องเคยสัมผัสมาทั้งนั้น percent, ratio, geometry, probability, statistic อะไรเทือกนี้ ทุกคนก็จะบอกว่า โอ้ยยยย แกจบวิศวะมาแล้วมันจะยากตรงไหน… ยากสิโว้ย โคตรยาก เพราะนอกจากจะมีข้อสอบปกติที่พวกเราเคยเห็นกันหรือ Problem Solving (PS) แล้ว GMAT จะมีข้อสอบอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Data Sufficiency (DS) ด้วย

2. Verbal (75 นาที 41 ข้อ)

จะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ Reading Comprehension (RC), Critical Reasoning (CR) และ Sentence Correction (SC) ผลัดกันโยนเข้ามาให้สมองที่มึนอยู่แล้วงงเข้าไปใหญ่ จะขอชำแหละเป็นส่วนๆให้เห็นภาพ

– Reading Comprehension (RC) คือ อ่านบทความแล้วตอบคำถาม

– Critical Reasoning (CR) เป็นการทดสอบการใช้เหตุผล บางทีให้หาข้อสนับสนุน หาข้อขัดแย้ง หาข้อสรุป ไปเรื่อย

– Sentence Correction (SC)

3. Integrated Reasoning (IR) (30 นาที 12 ข้อ)

4. Analytical Writing Assessment (AWA) (30 นาที 1 บทความ)

section นี้ writing ธรรมดา อารมณ์ให้หาว่าบทความที่ให้มามี flaw ของการให้เหตุผลยังไงบ้าง

GRE คืออะไร?

GRE ย่อมาจาก Graduate Record Examination ใช้เพื่อการสมัครเรียนต่อระดับปริญญาโท และปริญญาเอก (ยกเว้น Business School ที่ต้องสอบ GMAT) ในมหาวิทยาลัยของประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ข้อสอบ GRE ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ Quantitative, Analytical,Verbal และ อีกส่วนหนึ่งที่สอบแยกต่างหากคือ การเขียน essay ที่เรียกว่า Writing Assessment. ในประเทศไทย ปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบการสอบ มาเป็นแบบ Computer Adaptive Test(CAT) ซึ่งสามารถสมัครสอบได้ กว่า 20 วัน ในแต่ละเดือน และรู้ผลสอบได้อย่างรวดเร็ว

การสอบ GRE มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ การสอบทั่วไป(General Test ) และการสอบเฉพาะวิชาสาขา (Subject Test) ในวิชาต่างๆ 16 สาขา การสอบทั่วไป(General Test ) เป็นการสอบ เพื่อวัดทักษะของผู้สอบที่มีอยู่ โดยวัดออกมา ในรูปของคะแนนของความสามารถทางภาษา คำนวณ และความสามรถ ในเชิงวิเคราะห์ การสอบใช้เวลา 3 ชั่วโมง 30 นาที

ลักษณะข้อสอบ
Quantitative Section (คำถามคณิตศาสตร์) 28 คำถาม 45 นาที
Verbal Section (Sentence Completion, Antonym, Reading Comprehension) 30 คำถาม 30 นาที
Analytical Reasoning (Logic Games and Logical Reasoning) 60 นาที 35 คำถาม

Essay Questions (Writing Assessment):
GRE เพิ่งนำการสอบแบบ Writing Assessment เมื่อเดือนตุลาคม 1999 การสอบนี้จะสอบต่างวันจากการสอบอื่นๆ ในแต่ละคณะจะต้องการข้อเขียนที่แตกต่างกันไป จึงต้องเลือกว่า จะสอบเพื่อนำไปใช้เรียนต่อ ในสาขาวิชาใด เพื่อจะได้ ทำข้อสอบให้ตรงกับความต้องการของสาขาวิชานั้นๆ ในการสอบแบบนี้จะมี อยู่สองคำถาม ให้ทำ โดย บทความแรกจะเป็นการให้เราออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ซึ่งใช้เวลาสี่สิบห้านาที ส่วนที่สองนั้น จะให้เราวิเคราะห์ ความเป็นเหตุและผลในข้อเขียนที่อ่าน เป็นเวลา สามสิบนาที

GRE เป็นการทดสอบเพื่อที่จะวัด ทักษะ 4 ด้านด้วยกันคือ

  1. ความอดทนและความตั้งใจจดจ่อ เพราะการทำข้อสอบใช้เวลาทั้งหมด สามชั่วโมง ฉะนั้นอาจทำให้เกิด ความเมื่อยล้าทั้งทางกายและใจ ฉะนั้นผู้เข้าสอบ ควรเตรียมตัวให้พร้อม
  2. ความสามารถในการอ่านจับใจความ คณิตศาสตร์ ความสามารถในการหาข้อสรุปทั้งด้วยวิธีอุปมาน นั่นคือ หาข้อสรุปจากข้อมูลทั่วไปที่มีให้ และ วิธีอนุมาน นั่นคือ หาข้อสรุปด้วยการคาดคะเน จากสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว ในการสอบนี้จะไม่ได้รับให้นำเครื่องคิดเลขเข้าห้องสอบจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ จะฝึกซ้อมทักษะในการคำนวณให้รวดเร็วและแม่นยำ
  3. ทักษะในการสอบ วัดความสามารถในการคาดคะเน ใช้เวลาในการตัดสินใจไม่มากไม่น้อยจนเกินไปและ สามารถตัดสินใจภายใต้ความกดดัน
  4. ความสามารถในการแก้ปัญหา

GRE CAT แบบใหม่

ปัจจุบัน GRE เปลี่ยนมาสอบโดยใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการทำแบบทดสอบเพียงแบบเดียว การทำงานวิธีนี้คือ แทนที่จะมีคำถามที่ยาก ง่าย คละกันในข้อสอบฉบับเดียว ว่าควรยากง่ายในระดับต่างๆ ดังที่กำหนดมานี้ ก็เปลี่ยนเป็นให้ คอมพิวเตอร์ เลือกคำถามต่อไปให้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้สอบ ทำข้อสอบได้ดีขนาดไหน คำถามแรกจะเป็นมีความยากระดับ กลาง โดย คำถามจะมี ระดับความยากง่ายประมาณห้าร้อย ซึ่ง เป็นระดับที่อยู่ระหว่าง สองร้อย ถึง แปดร้อย ถ้าหากว่า สามารถทำได้ คอมพิวเตอร์จะเลือกคำถามที่สอง ที่ยากกว่าเดิม เล็กน้อย แต่ถ้าหาก ทำข้อแรกผิด คำถามที่สอง จะง่ายขึ้น ผลสอบนี้จะเป็นการปรับระดับให้ตรงกับผู้สอบนั่นเอง

สำหรับน้องๆที่กำลังหาข้อมูลเรียนต่อโทที่อเมริกาอยู่ เเละไม่มีคะเเนน GMAT เลยอยากรู้ว่ามีที่ไหนบ้างที่สามารถเข้าเรียนต่อได้โดยที่ไม่ต้องใช้ GMAT หรือ GRE ในการสมัคร วันนี้พี่ๆ ไออีซี มี 3 มหาวิทยาลัยที่จะมาเเนะนำให้น้องๆได้ทราบกับค่ะ

  1. Hult International Business School
  2. Depaul University
  3. INTO Suffolk University

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: https://iecabroad.co.th/blog/waive-ieltes/

https://e-gmat.com/blogs/gmat-vs-gre/