Enquire Now

Study in UK

ข้อมูลทั่วไปประเทศอังกฤษ

ประเทศอังกฤษ (England) ที่จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของ สหราชอาณาจักร (ชื่อเต็ม United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland ซึ่งนิยมเรียกสั้นๆ กันแค่ United Kingdom) หมายถึง ดินแดนที่รวมทั้งเกาะใหญ่ (Great Britain) และแคว้นไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) ดินแดนทั้งหมดนี้ได้รวมอาณาเขต 4 ประเทศไว้ด้วยกัน คือ
• อังกฤษ (England)
• สก๊อตแลนด์ (Scotland)
• ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland)
• เวลส์ (Wales)
โดยประเทศอังกฤษนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเกาะบริเตนใหญ่ แต่ถึงอังกฤษจะถูกนิยมเรียกว่าประเทศก็จริง แต่หลังจากที่มีการสถาปนาอาณาจักร   บริเตนใหญ่ขึ้นเป็นประเทศในปี ค.ศ. 1707 แล้วอังกฤษก็ไม่ถือว่าเป็นรัฐอิสระอีกต่อไป แต่คนไทยมักจะชอบใช้คำว่า “อังกฤษ” แทนสหราชอาณาจักร เมืองหลวง คือ “กรุงลอนดอน”

คำว่า “อิงแลนด์” (England) ซึ่งเป็นชื่อในภาษาอังกฤษของอังกฤษในปัจจุบัน ได้มาจากชื่อ “อังเกิล” (Angles) ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งในบรรดาชนเผ่าเยอรมันหลายเผ่าที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนี้ ตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึง 6 โดยมาจาก “Engla Land” และกลายมาเป็น “England” ในปัจจุบัน

ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีความเจริญ ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศิลปะ อุตสาหกรรม และการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษ จัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา ซึ่งมีห้องสมุด และแหล่งค้นคว้าทางวิชาการมากมาย จึงไม่น่าแปลกเลยที่จะมีผู้ให้ความสนใจมาศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเป็นจำนวนมากในแต่ละปี นอกเหนือจากประวัติศาสตร์ และระบบการเมืองการปกครองที่มีมายาวนานนับศตวรรษ ประเทศอังกฤษยังจัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศที่สวยงาม ทั้งธรรมชาติ รวมไปถึงงานสถาปัตยกรรมเก่าแก่ เช่น ปราสาท และพระราชวังต่างๆ


สภาพภูมิประเทศ

สหราชอาณาจักรอังกฤษตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของทวีปยุโรป มีพื้นที่โดยรวมทั้งสิ้นประมาณ 244,820 ตารางกิโลเมตร และเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับความนิยมจากนักศึกษาต่างชาติ ในการไปศึกษาต่อ อันเนื่องมาจากภูมิประเทศที่สวยงาม มีความเจริญทางด้านวัฒนธรรม อุตสาหกรรม ความมีคุณภาพของการศึกษา และการเป็นศูนย์รวมแหล่งวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย

ภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศของสหราชอาณาจักร จัดอยู่ในประเภทค่อนข้างหนาว และมีความชื้นสูง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะ มีกระแสน้ำอุ่น และน้ำเย็นไหลผ่านทำให้เกิดหมอกหนาแน่นปกคลุมในบางครั้ง ทางตอนเหนือจะหนาวมากกว่าทางตอนใต้ และจะมีฝนตกทางภาคตะวันตกมากกว่าทางภาคตะวันออก อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดในเดือนมกราคม ประมาณ 2-4 °C และสูงสุดในช่วงเดือนกรกฎาคม ประมาณ 18-22 °C อย่างไรก็ดี กล่าวโดยรวมได้ว่าสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศค่อนข้างสูง โดยในบางวันอาจมีสภาพอากาศให้ได้เห็นเกือบทุกรูปแบบก็ว่าได้

ฤดูกาล

• ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) : เดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคม อุณหภูมิโดยทั่วไปประมาณ 15-20 องศา
• ฤดูร้อน (Summer) : เดือนมิถุนายน – เดือนสิงหาคม อุณหภูมิโดยทั่วไปประมาณ 18-32 องศา
• ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) : เดือนกันยายน – เดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิโดยทั่วไปประมาณ 8-14 องศา
• ฤดูหนาว (Winter) : เดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิโดยทั่วไปประมาณ 0-7 องศา


เวลา

ช่วงปลายเดือนมีนาคม – ปลายเดือนตุลาคม ประเทศอังกฤษจะมีเวลาเร็วกว่าในประเทศไทยประมาณ 6 ชั่วโมง
ช่วงปลายเดือนตุลาคม – ปลายเดือนมีนาคม เวลาเร็วกว่าประเทศไทยประมาณ 7 ชั่วโมง

สกุลเงิน

สกุลเงินที่ใช้ในสหราชอาณาจักร เป็นสกุลเงินที่เรียกว่า Great British Pound (เกรทบริติชพาวด์) แต่ชื่อสกุลที่เรียก คือ Pound Sterling และคนไทยมักจะเรียกกันว่า “ปอนด์”
ISO code: GBP
สัญลักษณ์: £

ระบบไฟฟ้า

ระบบไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศอังกฤษก็คือ ระบบ 240 โวลต์ AC 50 Hz เหมือนกับในประเทศไทย แต่จะใช้ปลั๊กไฟ 3 ขา แต่หากต้องการนำอุปกรณ์ไฟฟ้าไปด้วย ควรจะเตรียมปลั๊กไฟฟ้า 3 ขาไปด้วย โดยอาจนำปลั๊กสามตาไปด้วยสำหรับต่อพ่วงเพื่อที่จะสามารถใช้ชาร์จไฟฟ้าได้หลายอย่าง

น้ำประปา

ระบบน้ำประปาของสหราชอาณาจักรมีความสะอาดมาก จึงสามารถดื่มน้ำจากก๊อกได้ (น้ำก๊อกจากห้องครัว) แต่สามารถดื่มได้เฉพาะน้ำเย็นเท่านั้น ส่วนน้ำร้อนไม่ควรดื่ม หากคุ้นชินกับการดื่มน้ำประปา แนะนำให้ใช้เครื่องกรอกน้ำขนาดเล็กยี่ห้อ Brita ที่หาซื้อได้ใน Shop ของ Argos


การติดต่อสื่อสาร

โทรศัพท์ : การเปิดบริการโทรศัพท์มือถือนั้น สามารถทำได้ง่ายโดยซื้อซิมได้จากตู้ที่สนามบิน หรือ สามารถซื้อได้ตามร้าน Mobile Network ได้ทุกแห่งในสหราชอาณาจักร โดยจะต้องดู Package Internet ให้ดี สามารถเลือกแพ็คเกจโทรศัพท์พร้อมอินเตอร์เน็ตได้ทั้งแบบเติมเงินและแบบรายเดือน ราคา package รายเดือนนั้นจะถูกกว่าเติมเงินค่อนข้างมาก แต่จะมีเงื่อนไขในการทำสัญญาอย่างน้อย 1-2 ปี โดยมีเครือข่ายโทรศัพท์มือถือมากมายให้เลือก เช่น EE, O2, Vodapone, Orange, Three, Giffgaff เป็นต้น

การโทรออก : รหัสประเทศอังกฤษคือ +44 (หมายเลขโทรศัพท์จะมี 11 หลัก) หากต้องการโทรจากประเทศไทยไปอังกฤษ ให้กด 009+รหัสประเทศอังกฤษ และตามด้วยเบอร์มือถือ เช่น 009447xxxxxxxxx แล้วกดโทรออก (จะใช้ 009 008 หรือ 007 ก็ได้) และถ้าต้องการโทรกลับประเทศไทย ต้องกดรหัสประเทศไทยคือ +66 และตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์ปลายทาง

ไปรษณีย์ : การส่งจดหมายในประเทศของอังกฤษจะมีแสตมป์ (Stamp) 2 ประเภท คือ
1. แบบทั่วไป หรือ 2nd class ใช้เวลา 2 – 3 วัน
2. แบบด่วน หรือ 1st class ใช้เวลา 1 วัน
ส่วนการส่งพัสดุก็แตกต่างกันไปตามน้ำหนักของสิ่งของที่ทำการไปรษณีย์ (Post Office) ในปัจจุบันนอกจากจะบริการส่งจดหมาย และพัสดุต่างๆ แล้ว ยังมีบริการอื่นๆ เช่น รับตรวจเอกสารเพื่อขอหนังสือเดินทาง (Passport Check and Send) ทำประกันการเดินทางต่างประเทศ (Travel Insurance) บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา (Foreign Currency) จ่ายภาษีรถ (Vehicle Tax) และอื่นๆ อีกมากมาย


อาหาร

อาหารของชาวอังกฤษส่วนมาก จะเน้นเนื้อเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร ทั้ง เนื้อวัว หมู ไก่ แกะ และปลาซึ่งมักจะเสิร์ฟพร้อมกับผักต่างๆ และมันฝรั่ง ส่วนอาหารที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ คือ
• ฟิชแอนด์ชิปส์
• พาย
• แซนด์วิช
• ขนมหวาน
ทั้งนี้ยังมีร้านอาหารหลากหลายสัญชาติทั้ง จีน อินเดีย ไทย อิตาลี ญี่ปุ่น และอื่นๆ มากมาย ร้านอาหารมีให้เลือกตั้งแต่ราคาย่อมเยาว์ ไปจนถึงร้านอาหารหรู หากต้องการทำอาหารทานเองก็สามารถเลือกซื้อวัตถุดิบได้จากซุปเปอร์มาร์เกต เช่น Tesco, Aldi, Sainsbury’s, Mask and Spencer, Waitrose หรือร้านค้าย่าน China Town ที่มีอาหาร และสินค้านำเข้าจากประเทศไทย และแถบเอเชีย

การเปิดบัญชี

โดยปกติผู้ที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษนั้น ควรจะต้องทราบวิธีการการเปิดบัญชีธนาคารไปก่อน เพราะทางการอังกฤษจะเข้มงวดมากโดยเฉพาะกับนักเรียนจากต่างประเทศ รวมทั้งเอกสารที่ใช้ก็มีมากกว่าประเทศอื่น เนื่องจากบัญชีธนาคารในอังกฤษนั้นสามารถนำไปทำธุรกรรมอื่นๆ ได้อีกมากมายเช่นเดียวกับที่ประชาชนอังกฤษทั่วไปสามารถทำได้ เช่น การกู้เงินหรือการทำสัญญาต่างๆ จึงทำให้สมุดบัญชีเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ
เอกสารในการเปิดบัญชีของผู้ที่ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ คือ
1. พาสปอร์ต Passport
2. หนังสือรับรองการเรียนต่อต่างประเทศ ของเราจากสถานศึกษาที่เราเข้าเรียน
ธนาคารที่นิยมเปิดบัญชี คือ Barclay, Nat West, Lloyds Bank, TSB, Nation Wide, HSBC
**การเปิดบัญชีในประเทศอังกฤษนั้นสามารถทำได้สำหรับนักเรียนที่เรียนนานตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป


การเดินทาง

ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะในประเทศอังกฤษ จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับเมืองที่อาศัยอยู่ และสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่เลือก แต่โดยรวมๆ แล้วการเดินทางภายในประเทศอังกฤษค่อนข้างสะดวกสบายเลยทีเดียว ถ้าหากอาศัยอยู่ในลอนดอนก็ขอแนะนำให้เข้าไปที่ TFL Journey Planner เว็บไซต์นี้จะช่วยได้เยอะเลยทีเดียว หรือที่ www.nationalrail.co.uk

การใช้รถสาธารณะ : ทุกเมืองของประเทศอังกฤษ ล้วนมีบริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะทั้งสิ้น แต่จะเดินทางด้วยวิธีการใดให้มีประสิทธิภาพที่สุดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ การเดินทางที่เราแนะนำเป็นพิเศษ คือ รถบัสที่มีอยู่หลายสาย วิ่งครอบคลุมแทบทุกพื้นที่ และสถานที่สำคัญต่างๆ ภายในเมือง แถมยังมีราคาประหยัดกว่าแท็กซี่ ส่วนใหญ่แต่ละเมืองจะมีสถานีรถบัสเป็นของตัวเอง ซึ่งสามารถเข้าไปหาข้อมูลเส้นทางการเดินรถ และราคาตั๋วได้จากจุดประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอื่นๆ ที่ควรรู้อีกด้วย เช่น ตั๋วราคาพิเศษสำหรับนักศึกษา ที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้พอสมควร หรือในเมืองใหญ่อย่างลอนดอนก็มี Oyster Card บัตรที่สามารถใช้กับรถไฟ รถบัส รถโดยสารเกือบทุกชนิดในลอนดอน แต่ก็อาจจะมีกรณียกเว้นบ้าง จะต้องสอบถามจากเจ้าหน้าที่ หรือหาข้อมูลจากเว็บไซต์ไปก่อนล่วงหน้าเพื่อความแน่ใจในช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดเรียน ทางมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะให้ข้อมูลที่จะเป็นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตแก่นักเรียน ซึ่งน่าจะรวมถึงเบอร์โทรศัพท์ติดต่อแท็กซี่ในท้องถิ่นที่ปลอดภัย และเชื่อถือได้ เผื่ออาจจำเป็นต้องใช้กะทันหัน คำแนะนำอีกเล็กน้อยสำหรับการใช้บริการแท็กซี่คือ อย่าลืมสำรวจให้รอบคอบด้วยว่าแท็กซี่คันนั้นๆ มีใบอนุญาตหรือไม่?

รถไฟใต้ดิน : หากจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน หรือที่เรียกว่า Tube ได้ รถไฟใต้ดินเป็นการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงมาก และหากใช้บัตร Oyster Card สำหรับนักศึกษา จะสามารถลดราคาได้ถึง 30% จากราคาผู้ใหญ่เลยทีเดียว Oyster Card สามารถเติมเงินได้ทั้งทางออนไลน์ และที่สถานี หากต้องการข้อมูลใดๆ เพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ www.tfl.gov.uk นอกจากลอนดอนแล้ว เมืองอย่าง Glasgow และ Newcastle ก็มีรถไฟใต้ดินประสิทธิภาพสูงให้บริการเช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังมีรถบัสวนรอบเมืองหลายสายอีกด้วย


รายละเอียดข้อมูลวีซ่า

วีซ่าท่องเที่ยว Visitor Visa

1.1 General Visitor Visa
• วีซ่าทีจะได้รับจะเป็น 6 เดือน, 2 ปี, 5 ปี และ 10 ปี
• วีซ่าประเภท Type C เป็นแบบ Multiple entry ระยะเวลาพำนักใน UK ได้สูงสุด 180 วัน
• วีซ่าประเภทนี้ไม่สามารถทำงานได้
• ไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะขายสิ่งของ หรือการบริการต่างๆ ในระยะการไปเยือน
• เอกสารประกอบการยื่นวีซ่าจะต้องมีงานทำ มีที่มาของรายได้ เพื่อใช้ประกอบการยื่นเอกสารวีซ่า เงินที่ต้องโชว์ให้ดูว่ามีเพียงพอต่อการไปท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 150,000 ขึ้นไป ต่อคน หรือยิ่งเยอะยิ่งดี
• สามารถใช้บุคคลอื่นในการสนับสนุนทางด้านการเงินประกอบการยื่นวีซ่าได้ ได้แก่ พ่อ แม่ พี่น้อง ญาติฝ่ายทางพ่อ หรือแม่ กรณีบุคคลอื่นจะใช้ไม่ได้


1.2 Child Visitor Visa
• วีซ่าที่ได้รับเป็นแบบ “Multiple Entry”สามารถเข้าออกประเทศอังกฤษได้ตลอดเวลาภายในระยะเวลา 6 เดือน อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน ถึงแม้จะได้เลือกทำวีซ่า 2, 5 หรือ 10 ก็จะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือนเช่นกัน (กรณีเด็กต่ำากว่า 18 ปี วีซ่าระยะยาว 2 ปี จะออกให้ได้จนถึงแค่อายุ 18 ปีเท่านั่น)
• วีซ่าที่ได้รับจะเป็น C-Visit-Child Unaccompanied หรือ C-Visit-Child-Accompanied
• ไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะไปทำงาน
• สามารถลงเรียนคอร์สเรียนภาษาระยะสั้นได้ไม่เกิน 4 สัปดาห์ (30 วัน)
• วีซ่าสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 17 ปี กรณีเดินทางคนเดียว วีซ่าที่จะได้รับจะเป็น C-Visit Child Unaccompanied กรณีที่เดินทางไปกับผู้ปกครองวีซ่าที่จะได้รับจะเป็น C-Visit Child Accompanied


วีซ่านักเรียน Student Visa 6 Months

• วีซ่าประเภท Type C เป็นแบบ Multiple entry
• วีซ่าที่ได้รับจะได้ 6 เดือน (180 วัน)
• วีซ่าที่สมัครคอร์สเรียนภาษาที่มีระยะเวลาเรียนไม่เกิน 6 เดือน
• วีซ่าชนิดนี้ไม่สามารถทำงานได้ และไม่สามารถต่อวีซ่าที่อังกฤษได้
• วีซ่าที่ได้รับจะเป็นแบบ C-Short Term Student
• กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี จะได้รับวีซ่าประเภท C-Short Term Student Accompanied หรือ C-Short Term Student Unaccompanied
• กรณีเงินผู้สนับสนุนทางด้านการเงินเพื่อใช้ประกอบการยื่นวีซ่าได้แก่ พ่อ แม่ พี่น้อง
ญาติทางพ่อ หรือทางแม่ กรณีบุคคลอื่นจะใช้ไม่ได้
• เงินโชว์ที่ดูเพียงพอต่อการไปเรียนคอร์สภาษาระยะสั้น สำหรับใช้ยื่นวีซ่า 6 เดือน ประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป


วีซ่านักเรียนด้วยระบบการให้คะแนน Tier 4 Student Visa

เป็นวีซ่านักเรียนที่ใช้ระบบการให้คะแนน Points Based System (PBS) เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาวีซ่า แบ่งออกได้ 2 ประเภท
1. General Student หรือ Tier 4 (General) สำหรับนักเรียนอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่ต้องการไปศึกษาที่ UK แบบ Full time ในระดับการศึกษาแบบ Post-16
2. Child Student หรือ Tier 4 (Child) สำหรับนักเรียนอายุตั้งแต่ 4-17 ปี ทีต้องการไปศึกษาที่สหราชอาณาจักรแบบเต็มเวลา (Full time)
• เป็นวีซ่าประเภท Type D
• วีซ่าชนิดนี้สามารถขอต่ออายุวีซ่าได้ในกรณีที่ต้องการเรียนต่อ และสามารถทำงาน part-time ได้ตามหลักเกณฑ์ของหลักสูตรที่ลงเรียน (ทำงานได้สูงสุด 20 ชม. ต่อสัปดาห์)
• ต้องทำการตรวจปอด IOM
• วีซ่าชนิดนี้ต้องใช้พ่อ หรือแม่ หรือตัวเองเป็นสปอนเซอร์เท่านั้น
• วีซ่าที่ได้รับจากประเทศไทยจะมีอายุเพียง 1 เดือนเมื่อไปถึงอังกฤษแล้วต้องไปรับ BRP Card


BRP Card คืออะไร?

Biometric Residence Permits (BRP) คือบัตรอนุญาตสำหรับพำนักในสหราชอาณาจักร โดยกำหนดให้ผู้ที่จะไปพำนักในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ต้องมีการ์ดใบนี้ทุกคน เมื่อได้รับวีซ่าแล้วหน้าวีซ่าจะมีอายุเพียง 1 เดือน เพื่อให้นักเรียนใช้เดินทางเข้าสหราชอาณาจักรเท่านั้น และสถานทูตจะแนบจดหมายทีเรียกว่า Decision Letter ซึ่งจะระบุไปรษณีย์ใกล้สถานศึกษา หรือที่มหาวิทยาลัยที่น้องๆ เรียน หรือหอพักนักเรียนทีน้องๆ ไปอยู่ เพื่อให้น้องๆ ไปรับ BRP Card
BRP Card เปรียบเสมือนบัตรประชาชนของเรา เป็นบัตรที่ใช้ยืนยันตัวตนของเรา เผื่อโดนตำรวจสุ่มเช็คว่า
เราไม่ได้เข้าประเทศมาแบบผิดกฎหมาย และใช้ในการเข้าออกประเทศแทนวีซ่าได้เลย เพราะฉนั้นห้ามทำหายเด็ดขาด แนะนำเมื่อได้บัตร BRP มาแล้วให้ถ่ายเอกสารตัวการ์ด ทั้งหน้า-หลังเก็บไว้ หรือถ่ายรูปเก็บไว้

ไปรับ BRP Card ยังไง?

• น้องๆ นักเรียนจะต้องเตรียม Passport และ Decision Letter เพื่อรับบัตร BRP Card
• รับบัตร BRP Card ได้เมื่อเดินทางไปถึงอังกฤษแล้ว ภายใน 10 วันทำการ หากพ้น 10 วันทำการไปแล้ว จะต้องติดต่อกับหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ BRP Card ของสถาบันที่เข้าศึกษาต่อ หรือไปรษณีย์ที่เราแจ้งว่าจะไปรับ BRP Card


Latest Events
26 May 2019
10AM - 7PM
Chennai
4 November 2018
3PM - 8PM
Bangkok, TH
We use cookies and similar tech to improve our website, customize content and ads. By using our site, you agree to this use of browsing information by us and our service partners. Read our policy for details and opt out info. Find out more. OK